

ประวัติความเป็นมา
Gerd-Rudiger Lang ผู้ให้กำเนิดแบรนโครโนสวิส เป็นผู้ที่มีความพิศมัยในนาฬิการะบบจักรกลมาตั้งแต่เด็ก เขาถือกำเนิดขึ้นที่เมือง Munich ในประเทศเยอรมันนี เริ่มต้นชีวิตการทำงานโดยเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโครโนกราฟที่โรงงานของ Heuer ในเมือง Biel สวิสเซอร์แลนด์ เขาได้สั่งสมประสบการณ์อยู่ในโรงงาน Heuer ถึงสิบห้าปีก่อนที่จะแยกตัวออกมาเปิดร้านนาฬิกาซึ่งเกี่ยวกับระบบการจับเวลาเป็นของเขาเอง จนกระทั่งถึงปี 1983 เขาจึงได้สานฝันของเขาโดยการก่อตั้งแบรนโครโนสวิสขึ้น ในช่วงนั้นเป็นช่วงปลายยุคมืดของนาฬิกาจักรกล ดังนั้นเขาจึงได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้หนึ่งซึ่งได้ชื่อว่าเป็นผู้ปลุกกระแสความคลาสสิกของนาฬิการะบบจักรกลให้กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง นาฬิการุ่นแรกของเขาวางหน้าปัดนาฬิกาเป็นแบบ Regulator ซึ่งคือการแยกวงบอกชั่วโมงออกจากเข็มบอกนาทีและวินาที นาฬิกา Regulator ในสมัยก่อนจะเป็นนาฬิกาตั้งพื้นใช้สำหรับเป็นนาฬิกาอ้างอิงในการปรับตั้งนาฬิกาในโรงงานผลิต จึงทำให้นาฬิกา Regulator มีความเที่ยงตรงสูงมาก สาเหตุที่ต้องแยกเข็มชั่วโมงออกจากเข็มนาทีก็เพื่อที่จะไม่ให้เข็มชั่วโมงบดบังเข็มวินาทีซึ่งใช้ในการปรับตั้งนาฬิกาเรือนอื่นๆนั่นเอง การที่เขาได้นำรูปแบบการแยกเข็มชั่วโมงออกจากเข็มนาทีและวินาทีนี้ ทำให้นาฬิกาโครโนสวิสเป็นที่รู้จักแพร่หลาย เพราะเป็นการนำหน้าปัดนาฬิกา Regulator มาทำเป็นนาฬิกาข้อมือเป็นครั้งแรกของโลก

สิ่งที่ค้างคาใจ Lang มาตลอดเวลาที่เขาก่อตั้งแบรนขึ้นก็คือ ด้วยที่เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโครโนกราฟและเป็นผู้หนึ่งซึ่งเก็บสะสมนาฬิกาโครโนกราฟมากที่สุดคนหนึ่งของโลกแต่แบรนโครโนสวิสของเขาเองกลับไม่มีกลไกโครโนกราฟเป็นของตัวเอง นาฬิกาโครโนกราฟที่โครโนสวิสมีอยู่ในขณะนี้ก็ล้วนแต่ใช้กลไกจาก Valjoux 7750 เป็นส่วนใหญ่ เขาจึงต้องการที่จะพัฒนากลไกโครโนกราฟขึ้นเพื่อที่จะแสดงความเป็นตัวเขาและความเป็นโครโนสวิสทั้งหมดลงไปในนาฬิกาโครโนกราฟเรือนนี้ โดยที่เขาเห็นโอกาสดีในวาระที่แบรนโครโนสวิสจะมีอายุครบยี่สิบปีในปี 2002 แผนงานของเขาจึงได้เริ่มต้นขึ้น ในปี 1998 เขาได้ติดต่อกับ Svend Andersen เพื่อขอคำแนะนำ เขาจึงแนะนำให้ Lang ได้รู้จักกับ Andreas Strehler ซึ่งเป็นผู้ช่วยของ Lang จน Chronoscope ออกมาเป็นรูปเป็นร่างอย่างที่เห็น สงสัยไหมครับว่าในเมื่อ Lang เองก็เป็นผู้เชี่ยวชาญอยู่แล้ว ทำไมยังต้องไปปรึกษาคนอื่นอีก ด้วยเหตุที่ว่าเขาต้องการให้โครโนกราฟของเขาไม่ Base อยู่บนกลไกพื้นฐานใดๆเลยนอกจากเครื่องของ Enicar ซึ่งเขาเป็นผู้เดียวที่ได้เหมากลไกของ Enicar ที่ผลิตในช่วงทศวรรษที่ 60-70 ไว้ทั้งหมดและบริษัทนี้ก็เลิกผลิตกลไกไปแล้ว ด้วยการที่กลไกนี้เป็นแบบออโตเมติกดังนั้นจึงไม่มีพื้นที่ว่างสำหรับตัวกลไกโครโนกราฟที่จะแปะทับลงบนด้านหลังของกลไกเพราะเป็นที่ตั้งของตัวโรเตอร์ขึ้นลาน ดังนั้นเขาจึงคิดที่จะวางตัวกลไกโครโนกราฟลงบนด้านหน้าของกลไกบริเวณที่ติดกับหน้าปัดพอดี ซึ่งการวางกลไกแบบนี้เป็นวิธีการวางกลไกแบบนาฬิกาพกโครโนกราฟโบราณ จึงทำให้ต้องหาที่ปรึกษาเพื่อช่วยเหลือ และในที่สุดนาฬิกาโครโนกราฟที่เขาฝันถึงก็ออกมาเป็นรูปเป็นร่างในปี 2000 แต่ได้เปิดตัวต่อสาธารณชนครั้งแรกในปี 2002


ตัวเรือนและหน้าปัด
ตัวเรือนนาฬิกานี้ทำด้วยทองชมพู 18K รูปร่างเป็นเอกลักษณ์ของโครโนสวิสคือเหมือนกระป๋อง ขอบด้านหน้าตัวเรือนเซาะเป็นร่อง มีส่วนประกอบทั้งหมด 25 ชิ้น ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 38 มม. มีความหนา 13 มม. เม็ดมะยมเป็นรูปหัวหอมมีปุ่มกดโครโนกราฟอยู่กลางปุ่ม ฝาหลังเป็นแบบขันเกลียวเข้าหาตัวเรือน พร้อมเจาะช่องหน้าต่างอวดกลไก กระจกทำด้วย Sapphire ทั้งด้านหน้าและด้านหลังไม่พบว่ามีการเคลือบสารกันแสงสะท้อนใดๆ กันน้ำลึกถึงระดับ 30 เมตร ส่วนของหน้าปัดก็มีความพิเศษคือทำเป็นสีขาวตุ่นๆแบบหน้าแป้งซึ่งเป็นเทคนิคที่เรียกว่า Argente Graine คือมีการผสมฝุ่นลงไปในสีเพื่อให้เกิด Texture บนพื้นผิว บริเวณสิบสองนาฬิกาจะเป็นที่ตั้งของวงบอกชั่วโมงพิมพ์เป็นเลขโรมันสีดำ วงวินาทีอยู่บริเวณหกนาฬิกา เข็มนาทีอยู่ตรงกลางหน้าปัดพร้อมกับเข็มจับเวลา จับเวลาได้เพียงหนึ่งนาทีเท่านั้น ขอบนอกสุดของหน้าปัดเป็นขีดสำหรับจับเวลาแบ่งเป็นหกช่องในหนึ่งวินาทีเพราะว่ากลไกนาฬิกาเรือนนี้เดินด้วยความถี่หกครั้งต่อวินาที รอบวงจึงแบ่งเป็น 360 ช่อง พิมพ์เป็นตัวเลขสีแดงทุกๆห้าวินาที วงถัดเข้ามาเป็นวงบอกนาทีทำเป็นเหมือนทางรถไฟพิมพ์ตัวเลขสีดำทุกๆห้านาที มีข้อน่าสังเกตุคือหน้าปัดทำออกมาได้ค่อนข้างละเอียดประณีตกว่าโครโนสวิสรุ่นอื่นๆ เข็มบอกเวลาทุกๆอันมีความเรียวเป็นพิเศษ ปลายเข็มชี้ไปพอดีกับจุดที่บอกเวลาแบบนาฬิกาโบราณ ความพิเศษอีกประการสำหรับเข็มคือ แทนที่จะเป็นสีฟ้าแบบเข็มทั่วไป เข็มของนาฬิการุ่นนี้ถูกทำให้เป็นสีม่วงด้วยความร้อน มีชื่อเรียกเป็นการเฉพาะว่า Lie de Vin เหมือนกับสีของไวน์อายุน้อยๆ ในขบวนการผลิตจะใช้ความร้อนเพียงประมาณ 280 องศาซึ่งถ้าจะให้เป็นสีฟ้าจะต้องใช้ความร้อนประมาณ 300 องศา ด้วยความที่หน้าปัดเป็นแบบ Regulator และในเวลาที่ไม่ได้ใช้ฟังชั่นจับเวลาจะมีเข็มจับเวลามาบังอยู่บริเวณที่เป็นวงชั่วโมงทำให้การดูเวลายากกว่าปกติเล็กน้อย ในความเห็นส่วนตัวหน้าปัดออกแบบมาได้อย่างลงตัวดูไม่รกจนเกินไปและมีความสมดุล


กลไก
กลไกของนาฬิการุ่นนี้มีความพิเศษอยู่หลายอย่าง มีชื่อรุ่นว่า C.125 ซึ่ง Base มาจากเครื่องของ Enicar 165 กล่าวได้ว่าเป็นกลไกของโครโนสวิสแต่เพียงผู้เดียวในขณะนี้ ตัวกลไกเดินด้วยความถี่ 21600 ครั้งต่อชั่วโมงด้วยพลังงานสำรองประมาณ 35 ชั่วโมงกันกระเทือนด้วยระบบ Incabloc ขึ้นลานทางเดียวด้วยระบบออโตเมติก โรเตอร์แบบใช้ลูกปืนฉลุพร้อมแกะลาย CRL ซึ่งเป็นโลโก้ของแบรนตบแต่งด้วยลาย Cote de Geneva ชุบด้วยทองชมพูแบบเดียวกับตัวเรือน กลไกมีทับทิมทั้งหมด 30 เม็ด ทับทิมบางเม็ดเพิ่มความประณีตด้วยการสวมแหวนโลหะรอบทับทิมก่อนที่จะประกบเข้ากับแท่นเครื่อง ตัวสะพานของเครื่องได้รับการตบแต่งเป็นลาย Cote de Geneva และบางส่วนขัดเป็นลายก้นหอย มีการชุบโรเดี่ยมเพื่อความคงทนและเงางาม หัวน๊อตต่างๆได้รับการขัดแต่งเป็นอย่างดีเช่นกัน เครื่องมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 26.8 มม. มีความหนา 6.8 มม. เมื่อดึงเม็ดมะยมเพื่อตั้งเวลา เข็มวินาทีจะไม่หยุดเดิน


ตัวโมดูลของโครโนกราฟถูกประกบเข้ากับกลไกด้านที่ติดกับหน้าปัด ควบคุมการจับเวลาด้วย Column Wheel แบบนาฬิกาจับเวลาชั้นสูงทั่วไป โดยมีปุ่มกดเพียงปุ่มเดียวใช้รวมทั้งเริ่มจับเวลา หยุดจับเวลาและกลับไปจุดเริ่มต้น เฟืองที่ควบคุมเข็มจับเวลาทำด้วย Nickel เพื่อเพิ่มความแข็งแรง โดยรวมยังต้องถือว่าตบแต่งตัวเครื่องได้ดี แต่ไม่ถึงกับดีมาก กลไก C.125 นี้ถือเป็นกลไกโครโนกราฟตัวแรกซึ่งเป็นของโครโนสวิสเองอย่างแท้จริง

สายและตัวล๊อกสาย
สายหนังที่มาพร้อมกับนาฬิกาเรือนนี้เป็นสายหนังจระเข้เนื้อดีมาก สีน้ำตาลเข้มตัดเย็บอย่างประณีต มีความหนาพอสมควรเพื่อให้เข้ากับตัวเรือนที่ค่อนข้างหนา ที่ล๊อกสายเป็นแบบหัวเข็มขัดธรรมดาทำด้วยทองชมพู 18K มีตรา CRL ประทับอยู่ สายหนังยึดกับตัวเรือนด้วยสกรูเพิ่มความหรูหรา นาฬิกาเรือนนี้บอกได้ว่าสวมใส่สบายข้อมือมาก เพราะว่าตัวหนังมีความอ่อนนุ่มมากเป็นพิเศษ แต่ก็คงต้องระวังเรื่องความชื้นเหมือนสายหนังทั่วไป


กล่องและเอกสาร
แม้ว่าขนาดของกล่องที่มาพร้อมกับนาฬิกาจะมีขนาดที่ไม่ใหญ่นักแต่ก็ทำออกมาได้ประณีตสวยงามหรูหรามาก ด้านนอกสุดเป็นกล่องกระดาษแข็งสีน้ำเงินเข้ม ด้านในเป็นกล่องไม้เคลือบแล๊กเกอร์อย่างสวยงาม ด้านในของกล่องไม้บุด้วยผ้าไหมสีเขียวพร้อมหมอนกำมะหยี่สำหรับคาดนาฬิกา ด้านในของฝากล่องทำเป็นช่องสำหรับเสียบเอกสารต่างๆ ส่วนเอกสารแบ่งเป็นแผ่นพับสามชุด ชุดแรกเป็นบัตรบันทึกการเข้ารับบริการทดสอบการกันน้ำ ใบที่สองเป็นบัตรแสดงวิธีการใช้นาฬิการวมถึงการตั้งเวลาต่างๆ ใบที่สามเป็นบัตรรับประกันระบุระยะเวลารับประกันสองปีเต็ม มีการระบุไว้ด้วยว่านาฬิกาทุกเรือนจะต้องผ่านมือของ Lang ก่อนที่จะส่งให้กับลูกค้าและได้เซ็นชื่อโดยใช้ปากกาหมึกซึมที่มีหมึกสีเขียวไว้ด้วย

บทสรุป
นาฬิกาข้อมือเรือนนี้เป็นการผลิตแบบ Regulator Chronograph ครั้งแรกของโลก ได้รับรางวัล Watch of the Year ปี 2003 จากนิตยสาร Armband Uhren ด้วยความพิเศษของฟังชั่นจับเวลาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ส่วนที่ทำให้รู้สึกชอบก็คือความคลาสสิกของนาฬิกายุคเก่าที่มีอยู่อย่างเต็มเปี่ยมในนาฬิกาเรือนนี้ องค์ประกอบต่างๆเข้ากันได้อย่างลงตัวและสวยงาม ระบบการทำงานมีเอกลักษณ์ด้วยปุ่มจับเวลาเพียงปุ่มเดียว สิ่งที่คนส่วนใหญ่กล่าวถึงก็คือการที่ไม่มีวงสำหรับจับเวลามากกว่าหนึ่งนาที ซึ่งในข้อนี้ทาง Lang ก็ได้รับทราบ แต่ส่วนตัวผมคิดว่าถ้ามีวงจับเวลาเพิ่มขึ้นมาก็คงจะทำให้หน้าปัดไม่สวยแบบนี้ ด้านการสวมใส่ก็ไม่มีข้อติแม้ว่าตัวเรือนจะดูหนา แต่ก็เหมาะกับยุคสมัยในปัจจุบัน และเนื่องจากระบบขึ้นลานเป็นแบบทางเดียว เวลาแกว่งแขนแรงๆถ้าโรเตอร์หมุนไปด้านที่ไม่ได้ขึ้นลาน จะหมุนเร็วมากจนนาฬิกาสั่น สรุปว่าด้วยความละเอียดละออในการผลิตรวมทั้งการได้รับรางวัล Watch of the Year แถมยังเป็น World Premier ในระดับราคานี้ถือว่าเป็นนาฬิกาที่คุ้มราคาตัวหนึ่ง



แหล่งข้อมูลที่สำคัญ
1. www.chronoswiss.de
2. Watch Time magazine
3. Wrist Watch Annual 2003
4.็ Hr.Watches magazine
5. Signs of Times book
Chronoswiss Chronoscope Review by Classico 2004