Another Humble Breguet Watch
Ref. 5140

ประวัติความเป็นมา

สำหรับนักเล่นนาฬิกาแล้วคงไม่มีใครไม่รู้จักเขา ผู้ซึ่งมีคุณูประการแก่วงการนาฬิกาอย่างมากมาย เป็นผู้คิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆหลายๆอย่างแก่กลไกนาฬิกา ทั้งระบบควบคุมความเที่ยงตรงแบบตูร์บิยอง ระบบกับสะเทือนพาราชู๊ด (เป็นต้นกำเนิดของระบบกันกระเทือน Incabloc ในปัจจุบัน) และกองค์สปริงค์ในระบบการสร้างเสียงของนาฬิการีพีทเตอร์เป็นอาทิ เขาผู้นั้นได้รับการยกย่องว่าเป็น King of watchmaker, watchmaker for king. จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากอับบลาฮัม หลุยส์ บริเกต์ ประวัติของเขาแทบไม่ต้องเขียนถึงอีกเนื่องจากไม่มีหนังสือนาฬิกาในโลกนี้เล่มใดที่ไม่ได้เขียนเกี่ยวกับเขาหรือสิ่งที่เขาได้สร้างคุณประโยชน์แก่วงการนาฬิกา บริเกต์ถือกำเนิดที่เมือง Neuchatel ในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เมื่อปี ค.ศ. 1747 พ่อเลี้ยงของเขาเป็นผู้ที่ชักจูงให้บริเกต์หันมาสนใจนาฬิกาและยังสนับสนุนให้บริเกต์ได้รับการศึกษาเกี่ยวกับนาฬิกาด้วย ความเป็นอัจฉริยะของเขาได้เริ่มฉายแววตั้งแต่เขายังเป็นเด็ก จนในที่สุดเขาได้เริ่มต้องธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตนาฬิกาของเขาเองที่กรุงปารีสเมื่อมี ค.ศ. 1775 ลูกค้าของบริเกต์ล้วนแต่เป็นผู้มีชื่อเสียงในวงสังคม ข้าราชการตลอดจนสมาชิกราชวงศ์ในยุโรปในสมัยนั้น สิ่งที่ทำให้เขาเป็นผู้มีชื่อเสียงล้วนมาจากสิ่งประดิษฐ์ด้านนาฬิกาที่เขาเป็นผู้คิดค้นขึ้นทั้งสิ้น หน้าตาของนาฬิกาที่เขาออกแบบมักจะไม่เหมือนนาฬิกาทั่วไปที่มีอยู่ในสมัยนั้น มีการทำให้วงบอกเวลาหรือวงวินาทีเยื้องจากศูนย์กลาง หรืออาจจะเพิ่มระบบบอกพลังงานสำรองบนหน้าปัดโดยทับซ้อนอยู่บนวงบอกเวลาโดยทั้งหมดนี้ทำออกมาได้อย่างลงตัวและคลาสสิกเป็นอย่างยิ่ง

ตัวเรือนและหน้าปัด

นาฬิกาเรือนนี้เมื่อดูอย่างผิวเผินแล้ว ไม่มีส่วนใดเลยที่จะเตะตา หน้าปัดสีขาว ตัวเลขอารบิคสีดำบอกเวลาในระบบสองเข็มครึ่ง มีส่วนที่จะแปลกกว่านาฬิกาทั่วไปก็ตรงเข็มวินาทีที่เยื้องไปทางห้านาฬิกา แทนที่จะอยู่ตรงกลาง ตัวเรือนทำด้วยทองคำ 18 เค มีความกว้าง 40 มม. หนา 10.80 มม. ป่องกลาง ด้านข้างตัวเรือนทำเป็นลายเหมือนขอบเหรียญอันเป็นเอกลักษณ์หนึ่งของนาฬิกาบริเกต์ เม็ดมะยมมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับขนาดตัวเรือนหากแต่ไม่มีปัญหาเวลาใช้ เมื่ออยู่ในตำแหน่งแรกจะใช้สำหรับไขลานด้วยมือ เมื่อดึงออกมาหนึ่งจังหวะจะใช้สำหรับตั้งเวลา ขานาฬิกามีขนาดเล็กและเชื่อมเข้ากับตัวเรือนนาฬิกา ยึดสายหนังนาฬิกาด้วยสกรู ฝาหลังเป็นแบบทึบและปิดผนึกเข้ากับตัวเรือนแบบกดเข้าไป กันน้ำได้ถึงระดับ 30 เมตร

รูปทรงหน้าปัดเป็นแบบที่ใช้อยู่ในนาฬิกาพกของบริเกต์เมื่อศตวรรษที่ 18 ตัวหน้าปัดหากไม่สังเกตก็คงคิดว่าไม่มีอะไรพิเศษ หากแต่ขบวนการผลิตนาฬิกาเรือนนี้มีความยุ่งยากและซับซ้อนที่สุดก็อยู่ที่ตรงหน้าปัดนี้เอง ซับซ้อนอย่างไรหรือ หน้าปัดที่เห็นเป็นสีขาวนี้หากได้มองใกล้ๆ แล้วจะเห็นเป็นลักษณะเหมือนแก้ว ดูมีมิติและความลึก ตัวเลขอารบิคเมื่อมองด้วยกล้องจะเห็นความไม่เรียบร้อยของตัวเลข ทั้งหมดนี้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของหน้าปัดอีนาเมล์นั่นเอง อีนาเมล์เป็นขบวนการทำหน้าปัดแบบโบราณที่ต้องอาศัยความชำนาญของช่าง และขบวนการผลิตที่ซับซ้อนโดยต้องอาศัยการเผาในเตาอบที่อุณหภูมิพอเหมาะ โดยมีขั้นตอนการผลิตทั้งหมดมากกว่าสามสิบขั้นตอน ตัวเลขอารบิคที่ออกแบบโดยอับบลาฮัม หลุยส์ บริเกต์นั้นถูกเขียนขึ้นด้วยมือ หากสังเกตให้ดีบริเวณระหว่างสิบสองนาฬิกาและแกนเข็มบอกเวลาใต้ตัวหนังสือบริเกต์จะมีโค๊ดลับหรือ Secret Signature สลักอยู่บนพื้นหน้าปัด การสลักโค๊ดลับนี้มีมาตั้งแต่สมัยที่บริเกต์ยังมีชีวิตอยู่ซึ่งเขาเป็นคนคิดค้นขึ้น เพื่อเป็นการป้องกันการปลอมแปลง โค๊ดลับนี้จะเห็นได้ต่อเมื่อหน้าปัดนาฬิกาอยู่ในมุมแสงที่เหมาะสมเท่านั้น


Secret Signature

ด้วยเหตุที่ทุกอย่างทำด้วยมือล้วนๆ ทำให้เมื่อมองด้วยกล้องจึงสังเกตเห็นความไม่เรียบร้อย หากแต่บนความไม่เรียบร้อยนั้นแฝงอยู่ด้วยศิลปะชั้นสูงที่กำลังจะสูญหายไปในไม่ช้า ในส่วนของวงแสดงวินาที เป็นหน้าปัดอีนาเมล์อีกชิ้นหนึ่งแยกต่างหากจากหน้าปัดใหญ่ซึ่งอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า เมื่อสังเกตขอบของวงวินาทีด้วยกล้องจะเห็นขอบที่ไม่เรียบนักซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ของหน้าปัดแบบอีนาเมล์ นอกจากความพิเศษของตัวเลขที่เขียนด้วยมือแล้ว จุดบอกนาทีก็เขียนขึ้นด้วยมือเช่นกัน โดยแต่ละส่วนจะไม่เหมือนกันคือ บริเวณสิบสองนาฬิกา สามนาฬิกา หกนาฬิกา และเก้านาฬิกา จะเขียนเป็นรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด ส่วนที่แสดงทุกห้านาทีจะเป็นรูปคล้ายช่อดอกไม้ ส่วนที่เป็นนาทีปกติจะเขียนเป็นรูปดาว ดูแล้วมีความน่ารักและอ่อนหวาน หากจะถามว่าเมื่อการทำหน้าปัดอีนาเมล์มีความซับซ้อนแล้วทำไมจึงยังคงมีคนทำหน้าปัดอีนาเมล์อยู่เล่า ข้อดีของหน้าปัดอีนาเมล์คือไม่ว่าจะผ่านกาลเวลาไปนานซักเพียงใดมันก็จะคงความสวยงามเอาไว้เหมือนวันแรกที่หน้าปัดได้ถูกผลิตออกมา จะไม่เหมือนกับหน้าปัดที่ทำขึ้นจากการเคลือบแล๊กเกอร์ซึ่งสีจะเปลี่ยนแปลง และเกิดจุดขื้นจากการกระทำของแสงแดดเมื่อเวลาผ่านไป ข้อเสียของหน้าปัดแบบอีนาเมล์ก็คือจะเกิดรอยร้าวหากเกิดการกระทบแรงๆ จึงต้องระมัดระวังในจุดนี้ ในส่วนของเข็มแน่นอนต้องเป็นเข็มแบบบริเกต์ ถูกทำให้เป็นสีฟ้าด้วยความร้อน และเนื่องจากนาฬิกามีขนาดค่อนข้างใหญ่ทำให้เข็มมีขนาดที่ยาวตามไปด้วย ดูแล้วมีความสง่างามเป็นอย่างยิ่ง

กลไก

นาฬิกาเรือนนี้มีกลไกแบบขึ้นลานอัตโนมัติที่มีความบางเป็นพิเศษ Cal. 502SD โดยมีพื้นฐานมาจากกลไกของ Frederic Piguet cal. 71 โดยเริ่มผลิตออกมาเพื่อเป็นคู่แข่งกับกลไก 240 ของปาเต็กโดยเฉพาะ กลไกนี้เดินด้วยความถี่ 18000 ครั้งต่อชั่วโมง โรเตอร์ทำด้วยทองคำแกะลายกีโยเช่ และเป็นแบบเยื้องศูนย์กลาง มีทับทิมลดความสึกหรอทั้งหมด 35 เม็ด ระบบกันกระเทือนแบบ Kif ทั้งที่จักรกรอกและจักรเหล็กซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดที่แสดงให้เห็นถึงลักษณะที่มีอยู่แต่ในกลไกชั้นสูงเท่านั้น ตัวกลไกมีความหนาเพียง 2.4 มม. มีพลังงานสำรองประมาณ 46 ชม. แม้ว่าตัวกลไกจะไม่ใช่เป็นของบริเกต์โดยตรง แต่ก็จัดอยู่ในกลุ่มของกลไกที่เชื่อถือได้ และทุกส่วนได้รับการตบแต่งอย่างดีตามแบบฉบับนาฬิการะดับสูงทั่วไป เป็นที่น่าเสียดายที่ฝาหลังของนาฬิกาเป็นแบบทึบจึงไม่สามารถเห็นความสวยงามของตัวกลไกได้

สายและตัวล๊อกสาย

นาฬิกานี้มาพร้อมกับสายหนังจระเข้สีน้ำตาลที่ตัดเย็บอย่างประณีต เดินเส้นขอบด้วยด้ายสีขาวซึ่งดูแล้วไม่ค่อยเข้ากับตัวนาฬิกาเท่าไหร่ เพราะดูออกไปทางสปอร์ท สายหนังมีขนาด 22 มม. มีความหนาบริเวณต้น แต่ทำให้บางลงตอนปลายเพื่อให้เสียบเข้ากับหัวเข็มขัดได้ง่าย หัวเข็มขัดทำด้วยทอง 18 เค เป็นแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของบริเกต์ สังเกตุว่าด้านในของสายที่สัมผัสกับผิวหนังจะได้รับการเคลือบด้วยพลาสติกกันความชื้น เพื่อเพิ่มความคงทนให้กับตัวสาย ส่วนตัวคิดว่าสายหนังสีดำน่าจะเหมาะกับนาฬิกาเรือนนี้มากกว่า

กล่องและเอกสารประกอบ

กล่องมีขนาดค่อนข้างใหญ่ ด้านนอกเป็นกล่องกระดาษแข็ง กล่องด้านในเป็นกล่องไม้จริงพร้อมบุหนังสีเทาดำดูหรูหราพอสมควร ด้านในยังคงความสวยงามด้วยการบุกำมะหยี่สีน้ำตาลสลับกับไม้ที่เป็นวัสดุเดียวกับภายนอก เอกสารประกอบด้วยหนังสือแสดงตัวแทนบริการที่ตั้งอยู่ในประเทศต่างๆ เล่มที่สองเป็นคู่มือการใช้งาน รวมถึงการดูแลรักษานาฬิกาให้อยู่ในสภาพที่ดีอยู่เสมอ เล่มสุดท้ายค่อนข้างใหญ่เป็นหนังสือรับประกันพิมพ์เป็นหลายภาษา จะเห็นว่ากล่องกับเอกสารของบริเกต์ได้เปลี่ยนแปลงไปมากพอสมควรหลังกลุ่มสว๊อชกรุ๊ปเข้ามาซื้อกิจการ จากที่เดิมเป็นกล่องหนังสีเขียวเล็กๆ เปลี่ยนเป็นกล่องหนังขนาดใหญ่ทำด้วยไม้บุหนัง

บทสรุป

หากจะได้มองย้อนกลับไปที่ตัวนาฬิกาเรือนนี้อีกครั้งก็จะเห็นว่าทำไมรีวิวเรื่องนี้จึงได้ชื่อว่าเป็นนาฬิกาที่ถ่อมตัว ด้วยความที่หากมองเพียงผิวเผินจะไม่ทราบเลยว่านาฬิกาเรือนนี้มีความพิเศษอย่างไร นอกจากความเรียบง่ายของการออกแบบ กลไกที่ไม่ซับซ้อน แต่แฝงไว้ด้วยความคลาสสิกอย่างเอกอุ รวมถึงความสง่างามที่มีอยู่อย่างเปี่ยมล้น เมื่อผมได้เห็นนาฬิกาเรือนนี้ครั้งแรกเมื่อประมาณสองปีที่ผ่านมา ด้วยความที่เป็นคนชอบนาฬิกาคลาสสิกอยู่แล้ว ยังเห็นว่าเป็นนาฬิกาที่แสนจะธรรมดา แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไปทุกครั้งที่หันกลับไปมองนาฬิกาเรือนนี้มันก็ยังคงสวยงามคลาสสิกอย่างไม่เสื่อมคลาย ทำให้ผมได้พบความจริงว่านาฬิกาเรือนนี้เป็นนาฬิกาที่ยิ่งดูยิ่งสวย ยิ่งดูยิ่งคลาสสิก เป็นความคลาสสิกที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานมากกว่าสองร้อยปี จนแม้แต่นาฬิกายี่ห้ออื่นๆ ยังต้องขอลอกเรียนแบบเข็มและตัวเลขแบบบริเกต์ไปใช้อย่างแพร่หลาย นาฬิกาเรือนนี้เป็นนาฬิกาที่ very very handmade จริงๆ

แหล่งข้อมูลที่สำคัญ

  1. Breguet Official Website
  2. ThePuristS.com
  3. TimeZone.com
  4. Special Issue: Breguet by Watch Time
  5. The Art of Breguet by Antiquorum
Breguet ref. 5140 reviewed by Classico, ©Siamnaliga 2005